|
|

 |
|
ออปชัน คือสัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญา ในราคาใช้สิทธิที่ได้ระบุไว้และภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา จากคำนิยามข้างต้นแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อออปชันมีสิทธิเลือกที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ และจะใช้สิทธิเมื่อมีกำไรจากการลงทุน และไม่ได้มีภาระผูกพันต้องปฏิบัติตามสัญญา ในขณะที่ผู้ขายออปชันมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเมื่อผู้ซื้อมาขอใช้สิทธิ
ผู้ขายไม่มีสิทธิเลือกแต่มีภาระผูกพันไม่สามารถบิดพลิ้วได้ และเพื่อให้ได้สิทธิในการ ซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงนั้นมา ผู้ซื้อออปชันต้องชำระค่าซื้อสัญญาซึ่งเรียกว่าเรียกว่าค่าพรีเมียม |
 |
|
คอลออปชัน (Call Option) คือสัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ
คอลออปชันในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญา ซึ่งในที่นี้คือ SET50 Index ในราคา
ใช้สิทธิที่ได้ระบุไว้ ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
|
|
พุทออปชัน (Put Option) คือ สัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ
พุทออปชันในการขายสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญา ซึ่งในที่นี้คือ SET50 Index ในราคา
ใช้สิทธิที่ระบุไว้ ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
|
 |
|
เดือนที่สัญญาครบกำหนด
SET50 Index Options ที่เปิดให้ซื้อขายจะมีอายุของสัญญาแตกต่างกันไป
โดยจะมีเดือนที่สัญญาครบกำหนดอายุทุกไตรมาส ได้แก่เดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม ทั้งนี้ SET50 Index Options ในแต่ละเดือนจะสามารถซื้อขายได้จนถึง
วันทำการก่อนหน้าวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ออปชันนั้นๆ หมดอายุ และเมื่อออปชันเดือนนั้นๆ หมดอายุ จะมีออปชันรุ่นใหม่ที่หมดอายุเดือนเดียวกันแต่เป็นปีถัดไปขึ้นมา
แทนที่ เช่น SET50 Index Options ที่หมดอายุเดือนมิถุนายนซึงมีวันทำการวันสุดท้ายคือวันที่ 30 มิถุนายน ดังนั้น วันที่สามารถซื้อขายได้เป็นวันสุดท้ายคือวันที่ 29 มิถุนายน โดยในวันที่ 29 มิถุนายนจะมี SET50 Index Options ที่หมดอายุเดือนมิถุนายนของ
|
| |
| สัญลักษณ์ย่อของเดือนต่างๆที่ใช้ในการซื้อขาย |
| เดือน มีนาคม |
ใช้สัญลักษณ์ H |
| เดือน มิถุนายน |
ใช้สัญลักษณ์ M |
| เดือน กันยายน |
ใช้สัญลักษณ์ U |
| เดือน ธันวาคม |
ใช้สัญลักษณ์ Z |
|
|
 |
|
ค่าพรีเมี่ยม คือ จำนวนเงินที่ผู้ซื้อออปชัน (ทั้งCall และ Put) จ่ายเพื่อซื้อสิทธิซื้อหรือสิทธิขายให้กับผู้ขายออปชัน ค่าพรีเมียมที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายจะเป็นต้นทุนของผู้ซื้อ ในขณะเดียวกัน ค่าพรีเมียมนี้จะกลายเป็นรายรับของผู้ขายออปชัน ค่าพรีเมี่ยมของออปชันประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) และมูลค่าตามเวลา (Time Value) ออปชันทั้งคอลและพุทจะมีมูลค่าที่แท้จริงเมื่อออปชันนั้นมีสถานะเป็น In-the-money หรือเมื่อนักลงทุนใช้สิทธิแล้วมูลค่าจากการใช้สิทธิมีผลตอบแทนสุทธิเป็นบวก
|
 |
|
สินค้าอ้างอิง (Underlying Asset) สินค่าอนุพันธ์แต่ละสัญญาจะต้องมีการกำหนดประเภทสินค้าที่จะทำการซื้อขาย เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน โดยสินค้าที่ใช้เป็นสินค้าอ้างอิงมีหลายประเภท ได้แก่ หุ้น อัตราดอกเบี้ย และ พันธบัตร เป็นต้น
|
 |
|
ตัวคูณดัชนี (Multiplier) ดัชนี SET50 คือ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ที่คิดจากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 50 ตัว โดยคัดเลือกจากหุ้นที่มีมูลค่าการตลาดสูง และมีสภาพคล่องผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่เนื่องจากดัชนี SET50 เป็นตัวเลขที่ใช้ในการอ้างอิง จึงไม่สามารถส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงกันได้ ดังนั้น ในการคำนวณมูลค่าของสัญญา จึงต้องใช้ตัวคูณดัชนีเข้ามาช่วย ตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนขาย SET50 Index Call Options ที่ราคา 20.00 จุด จะมีมูลค่าสัญญาเท่ากับ 20.00 x 200 = 4,000 บาท |
 |
|
การใช้สิทธิ์ของออปชันมีอยู่ 3 แบบคือ
1) ใช้สิทธิ์ได้เมื่อถึงกำหนดเท่านั้น โดยปกติจะเป็นวันก่อนที่สัญญาออปชันนั้นจะหมดอายุ ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า การใช้สิทธิ์แบบยุโรป (European Style)
2) สามารถเลือกใช้สิทธิ์ได้ทุกวัน เพียงครั้งเดียว ตลอดเวลาที่ออปชันนั้นยังไม่หมดอายุ ซึ่งเรียกว่า การใช้สิทธิ์แบบอเมริกัน(American Style) และ
3) เป็นแบบผสมระหว่าง 2 แบบแรก โดยทั่วไปสามารถเลือกใช้สิทธิ์เพียงครั้งเดียวได้เป็นระยะ เช่น ทุกๆ 3 เดือน ตลอดเวลาที่ออปชันนั้นยังไม่หมดอายุ การใช้สิทธิ์แบบนี้เรียกว่าแบบอเมริกันเทียม (Pseudo American Style) |
 |
|
กำหนดให้ตลาดอนุพันธ์เปิดทำการซื้อขายก่อน และปิดทำการซื้อขายหลัง SET ประมาณ 15 นาที เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนใช้ตลาดอนุพันธ์เป็นเครื่องมือในการปรับกลยุทธ์ การลงทุนตามความต้องการ |
 |
|
ออปชันในแต่ละเดือนที่สัญญาหมดอายุจะมีช่วงราคาใช้สิทธิ์ห่างกัน 10 จุด โดยเมื่อสัญญาออปชันชุดใหม่เปิดให้เซื้อขายวันแรก จะมีสัญญาออปชัน in-the-money (ITM) 5 สัญญา, ออปชัน out-of-the-money (OTM) 5 สัญญา และ สัญญาออปชัน at-the-money (ATM) อีก 1 สัญญา โดยจะมีช่วงราคาใช้สิทธิ์ 5 ช่วง ราคาสูงและ 5 ช่วงราคาต่ำกว่า ราคาใช้สิทธิ์ at-the-money เสมอ โดยออปชัน at-the-money จะยึดดัชนี SET50 Index เป็นหลัก ถ้าเศษของดัชนี SET50 Index น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ให้ปัดลงเป็นจำนวนเต็มสิบและมากกว่า 5 ให้ปัดขึ้นเป็นจำนวนเต็มสิบ ตัวอย่างเช่น
1. ถ้า SET50 Index= 554.00, ATM Options จะมีราคาใช้สิทธิ์ = 550
2. ถ้า SET50 Index= 555.00, ATM Options จะมีราคาใช้สิทธิ์ = 550
3. ถ้า SET50 Index= 555.10, ATM Options จะมีราคาใช้สิทธิ์ = 560 |
 |
|
ในการเสนอราคาแต่ละครั้ง หน่วยของราคาที่ละเอียดที่สุดที่เสนอได้ คือ ดัชนีที่มีหน่วยทศนิยมหนึ่งตำแหน่ง แต่ถ้าเสนอราคาเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง เช่น 30.25 จุด ระบบจะไม่รับคำสั่งซื้อขาย |
 |
|
กำหนดช่วงราคาสูงสุด / ต่ำสุด ที่ Options สามารถเคลื่อนไหวได้ในแต่ละวันไม่เกิน 30% ของราคาปิดของดัชนี SET50 Index ในวันทำการก่อนหน้า ซึ่งจะแตกต่างจากการกำหนดช่วงการเปลี่ยนแปลงราคาสูงสุดของ SET50 Index Futures เนื่องจากออปชันมีราคาใช้สิทธิ์หลายราคา ทำให้มีค่าพรีเมียมที่แตกต่างกันไป |
 |
|
ราคาที่ใช้คิดกำไรขาดทุนในวันสุดท้ายของสัญญา คำนวณมาจากค่าเฉลี่ยของดัชนี SET50 ในวันซื้อขายวันสุดท้าย เฉลี่ยถึงทศนิยมตำแหน่งที่สองเป็นรายนาที ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย บวก ราคาปิดดัชนี SET50 ของวันซื้อขายวันสุดท้ายของสัญญา ลบ ค่ามากที่สุด และน้อยที่สุด 3 ค่า ออก โดยจะเริ่มใช้ครั้งแรกสำหรับสัญญาที่สิ้นสุดอายุในเดือนมีนาคม 2552 (เดิม คำนวณโดยใช้ข้อมูลในช่วง 30 นาทีสุดท้าย) |
 |
|
วันทำการที่สามารถซื้อขายได้เป็นวันสุดท้าย (Last Trading Day) คือ วันทำการก่อน วันทำการสุดท้ายของเดือนที่สัญญาสิ้นสุดอายุ เช่น วันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคมคือวันที่ 30 ธ.ค. ดังนั้น วันทำการที่สามารถซื้อขายได้เป็นวันสุดท้ายคือวันที่ 29 ธ.ค. ในกรณีที่ตรงกับ วันหยุดให้เลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้น เช่น สมมติว่าวันที่ 30 ธ.ค. ตรงกับวันเสาร์ ดังนั้น วันทำการสุดท้าย ของเดือนธันวาคมคือวันที่ 29 ธ.ค. วันทำการที่สามารถซื้อขายได้เป็นวันสุดท้ายจึงเป็นวันที่ 28 ธ.ค. และในวันทำการซื้อขายวันสุดท้ายจะสามารถซื้อขายสัญญาของเดือนที่จะสิ้นสุดอายุได้ถึงเวลา 16:30 น. เท่านั้น ในขณะที่สัญญาของเดือนที่ยังไม่หมดอายุสามารถซื้อขายได้ถึงเวลา 16:55 น. ตามปกติ |
|
|