HEAD OFFICE0 2658 8888 TRADING SUPPORT0 2658 8777 TH|EN
 
             
 
KGI POWER TRADE
ใหม่!! โปรแกรมซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์ บนมือถือ ทั้ง iOS และ Android
 
iFIS Internet
โปรแกรมซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์ออนไลน์
 
KGI RESEARCH
Research Paper, Top Chart, Market Outlook and more.
 
  
efin Stock Pick Up
The program for analysis of the stock market and derivatives .
 
Bisnews Liberty
โปรแกรมข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านอินเตอร์เน็ต
 
Aspen for browser
บริการข้อมูลและข่าวสารออนไลน์เกี่ยวกับหุ้นและกราฟเพื่อการวิเคราะห์ทางเทคนิค
 
 
KGI Securities (Thailand) PLC.
ธุรกิจและบริการ
ธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์
ธุรกิจซื้อขายสัญญาล่วงหน้าฯ
ธุรกิจยืมและให้ยืมหลักทรัพย์
ธุรกิจตราสารอนุพันธ์
อีทีเอฟ (ETF)
TTS
KGI BRIDGE
ธุรกิจค้าตราสารหนี้
ธุรกิจที่ปรึกษาการเงินและการลงทุน
ธุรกิจวาณิชธนกิจ
ฝ่ายปฎิบัติการหลักทรัพย์
พันธบัตรคืออะไร
พันธบัตรคืออะไร
บทที่ 1 พันธบัตรคืออะไร
ชนิดของพันธบัตร
พันธบัตรชนิดใดที่มีในตลาด
บทที่ 2 จะซื้อขายพันธบัตรได้อย่างไร
เมื่อผู้ลงทุนต้องการแปลงพันธบัตรเป็นเงินสดจะทำอย่างไร
บทที่ 3 คำจำกัดความต่างๆ ดอกเบี้ย
วันครบกำหนดไถ่ถอน
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรจนครบกำหนด
ดูเรชั่น
ส่วนต่าง
ความไม่สามารถชำระหนี้
Custodian
Spot date
บทที่ 4 ข้อเสนอแนะ
ประเภทต่าง ๆ ของความเสี่ยง ซึ่งผู้ลงทุนในหุ้นกู้จะต้องเผชิญ
ประเภทของความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
ความเสี่ยงจากอายุไถ่ถอน
ความเสี่ยงจากการถูกเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด
ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ความเสี่ยงจากกฎระเบียบของรัฐ
ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ
ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ทำไมควรจะลงทุนในตราสารหนี้


พันธบัตรคืออะไร

พันธบัตร (Bond) เป็นสัญญาที่ออกโดยผู้ขอกู้ยืม โดยจะมีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตร (หรือผู้ขอกู้ยืม) จะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตร (ผู้ให้กู้) ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร


ชนิดของพันธบัตร

พันธบัตรที่ไม่ระบุดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) : คือพันธบัตรที่ไม่มีการจ่ายผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือเป็นงวดๆ หากแต่จะจ่ายในรูปของภารรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น จากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน
พันธบัตรที่ระบุดอกเบี้ย (Coupon Bond) : คือพันธบัตรที่มีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตรจะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตรตามอัตราและ ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร และรับซื้อพันธบัตรคืนที่ราคาหน้าตั๋วที่วันครบกำหนดอายุไถ่ถอน
พันธบัตรที่มีการจ่ายดอกเบี้ยในแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate bond) : คือพันธบัตรที่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยของผู้ถือพันธบัตรให้ต่ำที่สุด โดยอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตรจะจ่ายให้กับผู้ถือนั้น จะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของตลาดขณะนั้น
พันธบัตรที่สามารถเรียกคืนได้ (Collable bond) : คือ พันธบัตรที่ผู้ออกสามารถขอซื้อคืนตามราคาที่กำหนดไว้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน


พันธบัตรชนิดใดที่มีในตลาด

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยกระทรวงการคลังและบริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยรัฐวิสาหกิจและบริหารโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ
หุ้นกู้ (Corporate Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยบริษัทเอกชน โดยทั่วไปจะจ่ายดอกเบี้ย 2 งวดต่อปี และไถ่ถอนคืนเมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน
ตั๋วเงินคลัง (T-Bills) : ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งผลตอบแทนของตราสารหนี้ชนิดนี้จะออกมาในรูปแบบ การรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้นจากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก


จะซื้อขายพันธบัตรได้อย่างไร

ตลาดแรกหรือตลาดพันธบัตรออกใหม่ (Primary Market)
เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อพันธบัตรที่ออกใหม่ โดยจะเสนอขายให้กับนักลงทุนบางประเภท

ตลาดรองหรือตลาดค้าพันธบัตร (Secondary Market)
เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อพันธบัตร ที่เคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว ตลาดรองจะช่วยให้ผู้ลงทุนมีสภาพคล่องมากขึ้น โดยจะมีสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์และนายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นคนกลางในการซื้อขายพันธบัตรระหว่างผู้ลงทุน


เมื่อผู้ลงทุนต้องการแปลงพันธบัตรเป็นเงินสดจะทำอย่างไร

ผู้ถือพันธบัตรสามารถขายพันธบัตรได้ทุกเมื่อ ณ ราคาที่ซึ่งจะตกลงระหว่างตัวผู้ถือและผู้ที่จะซื้อต่อจากผู้ถือ โดยสามารถซื้อขายได้ในตลาดรอง


ดอกเบี้ย (Coupon)

อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตร สัญญาว่าจะจ่ายให้กับผู้ถือพันธบัตรเป็นงวดๆตลอดจนกระทั่งถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน เช่น พันธบัตรที่มีราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท และกำหนดดอกเบี้ย 10% แสดงว่าผู้ถือพันธบัตรจะได้รับดอกเบี้ย 10 % ของเงินต้น 1,000 บาท นั่นคือ ทุกปีจะได้รับดอกเบี้ย 100 บาท นั่นเอง


วันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)

ระยะเวลาครบกำหนดที่ผู้ออกพันธบัตรจะไถ่ถอนพันธบัตรคืนหรือจ่ายเงินต้นคืนแก่ผู้ถือพันธบัตร ซึ่งระยะเวลาไถ่ถอนนี้อากมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป


อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรจนครบกำหนด (Yield to Maturity)

เป็นอัตราลดที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยรับรายงวดและราคาที่ตราไว้เท่ากับราคาตลาด ปัจจุบันของพันธบัตรโดยถือว่าผู้ลงทุนจะถือพันธบัตรไปจนครบกำหนดไถ่ถอนผู้ออกพันธบัตร สามารถทำตามสัญญาในพันธบัตรได้ตามกำหนด และถือว่ามีการนำดอกเบี้ยรับไปลงทุนต่อ


ดูเรชั่น (Duration)

คือ วิธีการวัดว่าพันธบัตรมีความไหวตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใด


ส่วนต่าง (Spread)

ความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรชนิดเดียวกัน มีคุณสมบัติเหมือนกันแต่มีอายุไถ่ถอนต่างกัน หรือพันธบัตรที่มีอายุไถ่ถอนเท่ากันแต่มีคุณสมบัติต่างกัน เนื่องจากพันธบัตรโดยทั่วไปถ้ามีข้อแตกต่างกันไม่ว่าด้านใดๆ มักจะมีอัตราผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน


ความไม่สามารถชำระหนี้ (Default)

คือ การที่ผู้ออกไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน


Custodian

ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เป็นผู้เก็บรักษาใบหุ้นหรือสินทรัพย์อื่น ของกองทุนรวม, บุคคลธรรมดา หรือลูกค้าสถาบัน


Spot Date

ภายหลังวันที่ซื้อ-ขาย 2 วันทำการ


ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย

เมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบต่อราคารตราสารหนี้ที่ระบุดอกเบี้ยตายตัวในทิศทางตรงกันข้าม ทั้งนี้เนื่องจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้นหรือต่ำลง ในขณะที่ตราสารหนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ตายตัวผู้ลงทุนย่อมต้องการซื้อตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำหรือสูงขึ้น เพื่อดำรงระดับอัตราผลตอบแทนตามระดับอัตราดอกเบี้ยตลาด

การเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดเรียกสั้น ๆ ว่า ความเสี่ยงด้านราคา (price risk) โดยตราสารหนี้ที่มีอายุครบกำหนดไถ่ถอนต่างกันและ/หรือมีระดับอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้แตกต่างกัน จะมีขนาดของการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดที่มีต่อตราสารหนี้อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทำให้การลงทุนต่อได้รับอัตราผลตอบแทนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรียกสั้นๆ ว่า ความเสี่ยงด้านการลงทุนต่อ (reinvestment risk) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยทั้งสองด้านนี้ เรียกโดยรวมว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) โดยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยต่อราคาหุ้นกู้และการลงทุนต่อ เป็นไปในทิศทางตรงกันข้างกัน ผู้ลงทุนจึงอาจปกป้องความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ โดยวิธีการเลือกอายุของตราสารหนี้ให้เหมาะสมกับระยะเวลาลงทุน


ความเสี่ยงจากอายุไถ่ถอน

ตามปกติตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาว ควรให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุไถ่ถอนสั้นกว่า เนื่องจากตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาวกว่าย่อมเผชิญกับความไม่แน่นอนมากกว่า อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้ความเหมาะสมในการเลือกอายุที่เหมาะสมของหุ้นกู้เปลี่ยนไปด้วย เช่นในสถานการณ์ที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง อันทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาว (ภาวะที่ yield curve ทอดลง) ส่วนในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น อันทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้น (ภาวะที่ yield curve ทอดขึ้น)


ความเสี่ยงจากการถูกเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด

ตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้บางฉบับ มีข้อกำหนดเปิดทางให้ผู้ออกสามารถเรียกไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ก่อนเวลาครบกำหนด (มี call provision) ผู้ออกหุ้นกู้อาจจะบรรจุข้อกำหนดนี้ในเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อให้ผู้ออกมีความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนใหม่ เมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดลดลงเหลือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ในหุ้นกู้ในแง่ของผู้ถือหุ้นกู้ ข้อกำหนดเรื่องการเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดมีข้อเสีย 3 ประการคือ
ประการแรก กระแสเงินสดรับจากหุ้นกู้มีความไม่แน่นอน
ประการที่สอง เนื่องจากผู้ออกจะเรียกไถ่ถอนคืนเมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดลดต่ำลง ดังนั้นเมื่อผู้ลงทุนจะลงทุนต่อย่อมได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงด้วย
ประการสุดท้าย แม้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยตลาดต่ำลงจะส่งผลในราคาหุ้นกู้โดยทั่วไปสูงขึ้น แต่สำหรับหุ้นกู้ที่มีข้อกำหนดเรื่องการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดอยู่ราคาจะไม่สูงขึ้นมากเพราะในสภาวะเช่นนี้ผู้ออกอาจเรียกไถ่ถอนหุ้นกู้ก็ได้


ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด

ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด (Default risk) เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอกและปัจจัยภายในกิจการ สาเหตุที่กิจการผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระคืนเงินต้น และ/หรือไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ตามกำหนดเวลา มาจากการที่กิจการนั้นมีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของธุรกิจหรือ ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business risk) และ ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial risk) อยู่
ความเสี่ยงทางธุรกิจ หมายถึง ความไม่แน่นอนของกระแสเงินได้อันเนื่องมาจากลักษณะทางธุรกิจของกิจการ บางธุรกิจต้องใช้ต้นทุนที่
เป็นสัดส่วนสูงในการดำเนินงานเมื่อเกิดความผันผวนในยอดขายกำไรของการดำเนินงานของธุรกิจย่อมมีความผันผวนมากกว่าธุรกิจที่ใช้ต้นทุนคงที่ในการดำเนินงาน
เป็นสัดส่วนต่ำ ผลของต้นทุนคงที่ที่มีต่อความผันผวนของกำไรจากการดำเนินงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในยอดขายเรียกว่า Operating Leverage
ความเสี่ยงทางการเงิน หมายถึง ความไม่แน่นอนของกระแสเงินได้ อันเนื่องมาจากโครงสร้างของเงินทุนของธุรกิจ ถ้าหากธุรกิจจัดหาเงินทุนโดยการกู้ยืม อันมีภาระการจ่ายดอกเบี้ยซึ่งเป็นภาระผูกพันทางการเงินที่คงที่ จะเกิดความผันผวนของกำไรสุทธิมากเมื่อกำไรจากการดำเนินงานเปลี่ยนแปลง ผลของการก่อหนี้ที่มีต่อความผันผวนของกำไรสุทธิ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในกำไรจากการดำเนินงานเรียกว่า Financial Leverage
การจัดลำดับคุณภาพของหุ้นกู้ (Bond Rating) เป็นการจัดลำดับโดยวิเคราะห์จากโอกาสที่หุ้นกู้นั้นไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นได้ตามกำหนด หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงประเภทนี้สูงจะเสนออัตราผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงประเภทนี้ต่ำ


ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) หมายถึง ความไม่แน่นอนของการลงทุนอันเนื่องมาจากไม่อาจเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นเงินสดได้ในเวลาที่รวดเร็วโดยไม่ขาดทุน ลักษณะความเสี่ยงประเภทนี้ขึ้นอยู่กับ
ระยะเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนหลักทรัพย์นั้นเป็นเงินสด
ราคาขายหลักทรัพย์ที่จะได้รับ สำหรับผู้ลงทุนที่มุ่งที่จะถือตราสารหนี้ไปจนครบกำหนดไถ่ถอน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์ก็จะด้อยความสำคัญลงไป

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง สามารถดูได้จากช่วงห่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย (bid-ask spread ) หากมีช่วงห่างสูง แสดงว่ามีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมาก


ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นในรูปเงินตราต่างประเทศ จะมี ความเสี่ยงจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงไป (Exchange rate risk) เช่นลงทุนในหุ้นกู้จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนในรูปเงินเยน เมื่อค่าของเงินเยนอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินบาท ทำให้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทได้น้อยลงกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามหากค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์มากขึ้นในรูปเงินบาท


ความเสี่ยงจากกฎระเบียบของรัฐ

ความเสี่ยงจากกฎระเบียบของรัฐ (Legal risk) เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น เปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีเงินได้จากตราสารหนี้จากไม่เคยจัดเก็บมาเป็นจัดเก็บภาษี หรือเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้ เป็นต้น


ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ

ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ (inflation risk) หรือ ความเสี่ยงจากอำนาจซื้อของเงิน (Purchasing power risk) เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ค่าของกระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนในหุ้นกู้ลดลง เมื่อระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real rate of return) ลดลด หุ้นกู้ที่ระบบอัตราดอกเบี้ยจ่ายไว้คงที่จะมีความเสี่ยงประเภทนี้อยู่ ในขณะที่ตราสารหนี้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (floating rate หรือ adjustable bond ) จะมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อในระดับต่ำกว่า


ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ผู้ออกตราสารหนี้อาจไม่สามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ลงทุนได้เนื่องจากสาเหตุที่ไม่ คาดคิด เช่น สาเหตุเนื่องจากอุบัติภัยในอุตสาหกรรม ภัยธรรมชาติ หรือการถูกครอบงำกิจการ อันทำให้มีการปรับโครงสร้างเงินทุนบริษัทใหม่


นอกจากนั้นตราสารหนี้ต่างประเภทกัน จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงแต่ละประเภทในลักษณะต่างกันเช่น หุ้นกู้แบบมีดอกเบี้ยที่ตราไว้ที่ขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Discount) กับหุ้นกู้ที่ขายในราคาสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Premium) หรือหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Debenture) กับหุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (Mortgage back bond) ตลอดจนหุ้นกู้บริษัทเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน


ทำไมควรจะลงทุนในตราสารหนี้

เนื่องจากสภาวะตลาดในปัจจุบัน ได้กดดันให้รัฐบาลลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้จากเงินฝากประจำ 3 เดือน ซึ่งลดลงอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา จาก 5.50% เป็น 3% เพราะฉะนั้นประชาชนที่ยังคงต้องพึ่งพาดอกเบี้ยในการดำรงชีวิต จึงต้องแสวงหาทางเลือกในการลงทุน เพราะพวกเขาไม่สามารถได้รับผลตอบแทนที่สูงเหมือนในอดีต