พันธบัตร พันธบัตร (Bond) เป็นสัญญาที่ออกโดยผู้ขอกู้ยืม โดยจะมีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตร (หรือผู้ขอกู้ยืม) จะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตร (ผู้ให้กู้) ตามอัตรา และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร
ชนิดของพันธบัตร
- พันธบัตรที่ไม่ระบุดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) : พันธบัตรที่ไม่มีการจ่ายผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือเป็นงวดๆ หากแต่จะจ่ายในรูปของภารรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น จากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน
- พันธบัตรที่ระบุดอกเบี้ย (Coupon Bond) : พันธบัตรที่มีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตรจะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตรตามอัตรา และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร และรับซื้อพันธบัตรคืนที่ราคาหน้าตั๋วที่วันครบกำหนดอายุไถ่ถอน
- พันธบัตรที่มีการจ่ายดอกเบี้ยในแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate bond) : พันธบัตรที่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยของผู้ถือพันธบัตรให้ต่ำที่สุด โดยอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตรจะจ่ายให้กับผู้ถือนั้น จะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของตลาดขณะนั้น
- พันธบัตรที่สามารถเรียกคืนได้ (Callable bond) : พันธบัตรที่ผู้ออกสามารถขอซื้อคืนตามราคาที่กำหนดไว้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน
พันธบัตรที่มีในตลาด
- พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้น และยาว ซึ่งออกโดยกระทรวงการคลัง และบริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
- พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้น และยาว ซึ่งออกโดยรัฐวิสาหกิจ และบริหารโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ
- หุ้นกู้ (Corporate Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้น และยาว ซึ่งออกโดยบริษัทเอกชน โดยทั่วไปจะจ่ายดอกเบี้ย 2 งวดต่อปี และไถ่ถอนคืนเมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน
- ตั๋วเงินคลัง (T-Bills) : ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งผลตอบแทนของตราสารหนี้ชนิดนี้จะออกมาในรูปแบบ การรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้นจากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก
การซื้อขายพันธบัตร
- ตลาดแรกหรือตลาดพันธบัตรออกใหม่ (Primary Market) เป็นแหล่งกลางในการเสนอขาย และซื้อพันธบัตรที่ออกใหม่ โดยจะเสนอขายให้กับนักลงทุนบางประเภท
- ตลาดรองหรือตลาดค้าพันธบัตร (Secondary Market) เป็นแหล่งกลางในการเสนอขาย และซื้อพันธบัตร ที่เคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว ตลาดรองจะช่วยให้ผู้ลงทุนมีสภาพคล่องมากขึ้น โดยจะมีสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์ และนายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นคนกลางในการซื้อขายพันธบัตรระหว่างผู้ลงทุน
การแปลงพันธบัตรเป็นเงินสด ผู้ลงทุนที่ถือพันธบัตรสามารถขายพันธบัตรได้ทุกเมื่อ ณ ราคาที่ซึ่งจะตกลงระหว่างตัวผู้ถือ และผู้ที่จะซื้อต่อจากผู้ถือ โดยสามารถซื้อขายได้ในตลาดรอง
คำจำกัดความต่างๆ
ดอกเบี้ย (Coupon)
อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตร สัญญาว่าจะจ่ายให้กับผู้ถือพันธบัตรเป็นงวดๆตลอดจนกระทั่งถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน เช่น พันธบัตรที่มีราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท และกำหนดดอกเบี้ย 10% แสดงว่าผู้ถือพันธบัตรจะได้รับดอกเบี้ย 10 % ของเงินต้น 1,000 บาท นั่นคือ ทุกปีจะได้รับดอกเบี้ย 100 บาท นั่นเอง
วันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date)
ระยะเวลาครบกำหนดที่ผู้ออกพันธบัตรจะไถ่ถอนพันธบัตรคืนหรือจ่ายเงินต้นคืนแก่ผู้ถือพันธบัตร ซึ่งระยะเวลาไถ่ถอนนี้อาจมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรจนครบกำหนด (Yield to Maturity)
อัตราลดที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยรับรายงวด และราคาที่ตราไว้เท่ากับราคาตลาด ปัจจุบันของพันธบัตรโดยถือว่าผู้ลงทุนจะถือพันธบัตรไปจนครบกำหนดไถ่ถอนผู้ออกพันธบัตร สามารถทำตามสัญญาในพันธบัตรได้ตามกำหนด และถือว่ามีการนำดอกเบี้ยรับไปลงทุนต่อ
ดูเรชั่น (Duration)
วิธีการวัดว่าพันธบัตรมีความไหวตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใด
ส่วนต่าง (Spread)
ความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรชนิดเดียวกัน มีคุณสมบัติเหมือนกันแต่มีอายุไถ่ถอนต่างกัน หรือพันธบัตรที่มีอายุไถ่ถอนเท่ากันแต่มีคุณสมบัติต่างกัน เนื่องจากพันธบัตรโดยทั่วไปถ้ามีข้อแตกต่างกันไม่ว่าด้านใดๆ มักจะมีอัตราผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน
ความไม่สามารถชำระหนี้ (Default)
การที่ผู้ออกไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน
ผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian)
ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เป็นผู้เก็บรักษาใบหุ้นหรือสินทรัพย์อื่น ของกองทุนรวม, บุคคลธรรมดา หรือลูกค้าสถาบัน
วันที่ตกลงทำสัญญาซื้อขาย (Spot Date)
ภายหลังวันที่ซื้อ-ขาย 2 วันทำการ
ความเสี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้
- ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
เมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบต่อราคาตราสารหนี้ที่ระบุดอกเบี้ยตายตัวในทิศทางตรงกันข้าม ทั้งนี้เนื่องจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้นหรือต่ำลง ในขณะที่ตราสารหนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ตายตัวผู้ลงทุนย่อมต้องการซื้อตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำหรือสูงขึ้น เพื่อดำรงระดับอัตราผลตอบแทนตามระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดเรียกสั้น ๆ ว่า ความเสี่ยงด้านราคา (price risk) โดยตราสารหนี้ที่มีอายุครบกำหนดไถ่ถอนต่างกัน และหรือมีระดับอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้แตกต่างกัน จะมีขนาดของการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดที่มีต่อตราสารหนี้อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทำให้การลงทุนต่อได้รับอัตราผลตอบแทนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรียกสั้นๆ ว่า ความเสี่ยงด้านการลงทุนต่อ (reinvestment risk) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยทั้งสองด้านนี้ เรียกโดยรวมว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) โดยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยต่อราคาหุ้นกู้ และการลงทุนต่อ เป็นไปในทิศทางตรงกันข้างกัน ผู้ลงทุนจึงอาจปกป้องความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ โดยวิธีการเลือกอายุของตราสารหนี้ให้เหมาะสมกับระยะเวลาลงทุน
- ความเสี่ยงจากอายุไถ่ถอน
ตามปกติตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาว ควรให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุไถ่ถอนสั้นกว่า เนื่องจากตราสารหนี้ที่มีอายุไถ่ถอนยาวกว่าย่อมเผชิญกับความไม่แน่นอนมากกว่า อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้ความเหมาะสมในการเลือกอายุที่เหมาะสมของหุ้นกู้เปลี่ยนไปด้วย เช่น ในสถานการณ์ที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง อันทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาว (ภาวะที่ Yield curve ทอดลง) ส่วนในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น อันทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้น (ภาวะที่ Yield curve ทอดขึ้น)
- ความเสี่ยงจากการถูกเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด
ตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้บางฉบับ มีข้อกำหนดเปิดทางให้ผู้ออกสามารถเรียกไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ก่อนเวลาครบกำหนด (มี Call provision) ผู้ออกหุ้นกู้อาจจะบรรจุข้อกำหนดนี้ในเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อให้ผู้ออกมีความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนใหม่ เมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดลดลงเหลือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้ในหุ้นกู้ในแง่ของผู้ถือหุ้นกู้ ข้อกำหนดเรื่องการเรียกไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดมีข้อเสีย 3 ประการคือ
- ประการแรก กระแสเงินสดรับจากหุ้นกู้มีความไม่แน่นอน
- ประการที่สอง เนื่องจากผู้ออกจะเรียกไถ่ถอนคืนเมื่อระดับอัตราดอกเบี้ยตลาดลดต่ำลง ดังนั้น
เมื่อผู้ลงทุนจะลงทุนต่อย่อมได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงด้วย
- ประการที่สาม แม้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยตลาดต่ำลงจะส่งผลในราคาหุ้นกู้โดยทั่วไปสูงขึ้น แต่สำหรับ
หุ้นกู้ที่มีข้อกำหนดเรื่องการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดอยู่ราคาจะไม่สูงขึ้นมากเพราะใน
สภาวะเช่นนี้ผู้ออกอาจเรียกไถ่ถอนหุ้นกู้ก็ได้
- ความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินต้น และดอกเบี้ยตามกำหนด (Default risk)
เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอก และปัจจัยภายในกิจการ สาเหตุที่กิจการผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระคืนเงินต้น และหรือไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ตามกำหนดเวลา มาจากการที่กิจการนั้นมีความเสี่ยงจากการดำเนินงานของธุรกิจหรือ ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business risk) และความเสี่ยงทางการเงิน (Financial risk) อยู่
- ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business risk)
หมายถึง ความไม่แน่นอนของกระแสเงินได้อันเนื่องมาจากลักษณะทางธุรกิจของกิจการ บางธุรกิจต้องใช้ต้นทุนที่เป็นสัดส่วนสูงในการดำเนินงานเมื่อเกิดความผันผวนในยอดขายกำไรของการดำเนินงานของธุรกิจย่อมมีความผันผวนมากกว่าธุรกิจที่ใช้ต้นทุนคงที่ในการดำเนินงานเป็นสัดส่วนต่ำ ผลของต้นทุนคงที่ ที่มีต่อความผันผวนของกำไรจากการดำเนินงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในยอดขายเรียกว่า Operating Leverage
- ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial risk)
หมายถึง ความไม่แน่นอนของกระแสเงินได้ อันเนื่องมาจากโครงสร้างของเงินทุนของธุรกิจ ถ้าหากธุรกิจจัดหาเงินทุนโดยการกู้ยืม อันมีภาระการจ่ายดอกเบี้ยซึ่งเป็นภาระผูกพันทางการเงินที่คงที่ จะเกิดความผันผวนของกำไรสุทธิมากเมื่อกำไรจากการดำเนินงานเปลี่ยนแปลง ผลของการก่อหนี้ที่มีต่อความผันผวนของกำไรสุทธิ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในกำไรจากการดำเนินงานเรียกว่า Financial Leverage
- การจัดลำดับคุณภาพของหุ้นกู้ (Bond Rating)
เป็นการจัดลำดับโดยวิเคราะห์จากโอกาสที่หุ้นกู้นั้นไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นได้ตามกำหนด หุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงประเภทนี้สูงจะเสนออัตราผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงประเภทนี้ต่ำ
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
ความไม่แน่นอนของการลงทุนอันเนื่องมาจากไม่อาจเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นเงินสดได้ในเวลาที่รวดเร็วโดยไม่ขาดทุน ลักษณะความเสี่ยงประเภทนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนหลักทรัพย์นั้นเป็นเงินสดราคาขายหลักทรัพย์ที่จะได้รับ สำหรับผู้ลงทุนที่มุ่งที่จะถือตราสารหนี้ไปจนครบกำหนดไถ่ถอน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของหลักทรัพย์ก็จะด้อยความสำคัญลงไป ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง สามารถดูได้จากช่วงห่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย (bid-ask spread ) หากมีช่วงห่างสูง แสดงว่ามีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมาก
-
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate risk)
สำหรับผู้ลงทุนในตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นในรูปเงินตราต่างประเทศ จะมี ความเสี่ยงจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงไป เช่นลงทุนในหุ้นกู้จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นคืนในรูปเงินเยน เมื่อค่าของเงินเยนอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินบาท ทำให้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทได้น้อยลงกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามหากค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์มากขึ้นในรูปเงินบาท
-
ความเสี่ยงจากกฎระเบียบของรัฐ (Legal risk)
เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น เปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีเงินได้จากตราสารหนี้จากไม่เคยจัดเก็บมาเป็นจัดเก็บภาษี หรือเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้ เป็นต้น
-
ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ (Inflation risk)
ความเสี่ยงจากอำนาจซื้อของเงิน (Purchasing power risk) เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ค่าของกระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนในหุ้นกู้ลดลง เมื่อระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real rate of return) ลดลง หุ้นกู้ที่ระบบอัตราดอกเบี้ยจ่ายไว้คงที่จะมีความเสี่ยงประเภทนี้อยู่ ในขณะที่ตราสารหนี้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (floating rate หรือ adjustable bond) จะมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อในระดับต่ำกว่า
-
ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ผู้ออกตราสารหนี้อาจไม่สามารถจ่ายเงินต้น และดอกเบี้ยให้แก่ผู้ลงทุนได้เนื่องจากสาเหตุที่ไม่คาดคิด เช่น สาเหตุเนื่องจากอุบัติภัยในอุตสาหกรรม ภัยธรรมชาติ หรือการถูกครอบงำกิจการ อันทำให้มีการปรับโครงสร้างเงินทุนบริษัทใหม่
นอกจากนั้นตราสารหนี้ต่างประเภทกัน จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงแต่ละประเภทในลักษณะต่างกัน เช่น หุ้นกู้แบบมีดอกเบี้ยที่ตราไว้ที่ขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Discount) กับหุ้นกู้ที่ขายในราคาสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Premium) หรือหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Debenture) กับหุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (Mortgage back bond) ตลอดจนหุ้นกู้บริษัทเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน