ธุรกิจซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

วิธีการคำนวณหลักประกัน

  • การซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีการซื้อเพียงอย่างเดียวหรือขายเพียงอย่างเดียว เรียกว่า Outright
  • ตัวอย่าง เช่น TFEX กำหนดระดับหลักประกันทางเดียว (Outright) เท่ากับ 10,000 บาท ต่อ 1 สัญญา ดังนั้น หากลูกค้าต้องการซื้อ (Long) 1สัญญา ลูกค้าจะต้องมีเงินวางหลักประกันก่อนการซื้ออย่างน้อย 10,000 บาท (ไม่รวมค่าคอมมิสชั่น)

  • การซื้อ (Long) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าในเดือนหนึ่ง พร้อมกับการขาย (Short) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าในอีกเดือนหนึ่งในจำนวนเท่ากัน เรียกว่า Spread
  • ปัจจุบันระดับหลักประกันส่วนต่าง(Spread) 1 คู่ จะเท่ากับ 25% ของหลักประกันทางเดียว(Outright) 1 สัญญา
  • หลักประกันส่วนต่างจะนำมาใช้เมื่อลูกค้ามีสถานะในการลงทุนซื้อและขายในฟิวเจอร์สที่ส่งมอบต่างเดือนกัน เช่น ซื้อ S50M25 และขาย S50U25 หรือ ซื้อ S50Z25 และขาย S50U25
  • วิธีการคำนวณ จะหาจำนวนหลักประกันจากการเปิดฐานะของลูกค้าที่มีอยู่
    • ส่วนที่จับคู่กันได้ คิดเป็นหลักประกันส่วนต่าง (Spread)
    • ส่วนที่จับคู่ไม่ได้ คิดเป็นหลักประกันทางเดียว (Outright)

Mark to Market คือ การรับรู้ราคาตลาดของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อรับรู้กำไรขาดทุน เทียบกับราคาต้นทุนสัญญาฟิวเจอร์สของลูกค้า หากสถานะได้กำไรจะเข้าไปเพิ่มทำให้เงินวางหลักประกันสูงขึ้น ในทางกลับกันหากสถานะขาดทุนจะทำให้เงินวางหลักประกันลดลงเช่นกัน

การตรวจสอบระดับเงินวางหลักประกันโดยบริษัทฯ จะทำทุกสิ้นวันทำการโดยค่าที่ใช้คำนวณส่วนต่างของราคา ณ สิ้นวันทำการ เรียกว่า Daily Settlement Price ซึ่งจะถูกคำนวณจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแต่ละตัว ประกาศโดย TFEX หลังตลาดปิดทำการสิ้นวัน (ประมาณ 17.35 น.) ในกรณีที่เงินวางหลักประกันสูงกว่าระดับหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin, IM) ลูกค้าสามารถถอนส่วนเกิน (Excess Equity) หรือ ใช้เป็นหลักประกันในการเปิดฐานะเพิ่มเติมได้ ถ้าหลักประกันต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin, MM) ลูกค้าต้องวางหลักประกันเพิ่มกลับไปที่ระดับหลักประกันเริ่มต้น (IM)

หากสถานะที่ถืออยู่ไม่เป็นไปตามทิศทางที่คาดไว้จะเกิดการขาดทุน ทำให้เงินวางหลักประกันลดลงตามการ Mark to Market เมื่อเงินวางหลักประกันลดลงจนถึงระดับที่กำหนด จะมีกระบวนการเรียกหลักประกันเพิ่ม ดังนี้
  1. Call Margin (เรียกหลักประกันเพิ่ม)
    เกิดขึ้นเมื่อ:
    เงินหลักประกัน (Equity Balance-EB) ของนักลงทุนลดลงต่ำกว่าระดับ Maintenance Margin-MM (ประมาณ 70% ของ Initial Margin) เนื่องจากราคาสินค้าอ้างอิงเคลื่อนไหวในทางที่ทำให้สถานะการลงทุนขาดทุน
    การดำเนินการ:
    • เติมเงินสดให้หลักประกันให้ถึงระดับ Initial Margin เพื่อรักษาสถานะการลงทุน
    • ปิดสถานะลง / เปิดสถานะฝั่งตรงข้ามในเดือนอื่น เพี่อลดความเสี่ยงและ ทำให้ Initial Margin ลดลงให้เท่ากับยอดเรียก
    • หากไม่สามารถเติมเงิน/จัดการสถานะ ได้ทันในเวลาที่กำหนด อาจนำไปสู่การบังคับปิดสถานะ
    ระยะเวลา:
    • ในการตรวจสอบสถานะสิ้นวันทำการ ลูกค้าสามารถจัดการสถานะ หรือ เติมเงินตามยอดเรียก ภายในเวลา 11.30 น. วันที่ T+2
    • หลังจาก 11.30 น. วันที่ T+2 บริษัทฯ มีสิทธิ์บังคับปิดสถานะของลูกค้า
  2. Force Close (การบังคับปิดสถานะ)
    เกิดขึ้นเมื่อ:
    • นักลงทุนไม่สามารถเติมเงินหลักประกันตามการ Call Margin ได้ในเวลาที่กำหนด
    • มูลค่าหลักประกันลดลงต่ำกว่าระดับ Force Margin (ประมาณ 30% ของ Initial Margin)
    การดำเนินการ:
    • เติมเงินสดให้หลักประกันให้ถึงระดับ Maintenance Margin เพื่อรักษาสถานะการลงทุน
    • ปิดสถานะลง / เปิดสถานะฝั่งตรงข้ามในเดือนอื่น เพี่อลดความเสี่ยงและ ทำให้ Initial Margin ลดลงให้เท่ากับยอดเรียก
    • หากไม่สามารถเติมเงิน/จัดการสถานะ ได้ทันในเวลาที่กำหนด อาจนำไปสู่การบังคับปิดสถานะ
    • นักลงทุนอาจสูญเสียเงินหลักประกันทั้งหมด และหากขาดทุนเกินกว่าเงินหลักประกันที่วางไว้จะต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติม
    ระยะเวลา:
    • หากลูกค้ามีสถานะ Force Close ณ เวลาปิดตลาดภาคเช้า 12.30 น. ลูกค้าสามารถจัดการสถานะ หรือ เติมเงินตามยอดเรียก ภายในเวลา 15.55 น. วันเดียวกัน
    • หลังจาก 15.55 น. บริษัทฯ มีสิทธิ์บังคับปิดสถานะของลูกค้าถึงระดับ Maintenance Margin
    • หากลูกค้ามีสถานะ Force Close ในการตรวจสอบสถานะสิ้นวันทำการ ลูกค้าสามารถจัดการสถานะ หรือ เติมเงินตามยอดเรียก ภายในเวลา 11.30 น. วันที่ T+1
    • หลังจาก 11.30 น. วันที่ T+1 บริษัทฯ มีสิทธิ์บังคับปิดสถานะของลูกค้า ถึงระดับ Initial Margin เนื่องจากลูกค้าตก Call Margin ด้วย
    ข้อควรระวัง:
    • นักลงทุนต้องติดตามสถานะการลงทุนและระดับหลักประกันอย่างสม่ำเสมอ
    • การบริหารความเสี่ยงและเงินทุนสำรองเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยง Call Margin และ Force Close
    สรุปโดยย่อ:
    • Call Margin: การแจ้งให้เติมเงินหลักประกันหรือจัดการสถานะ เมื่อเงินลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด
    • Force Close: การบังคับปิดสถานะโดยโบรกเกอร์เมื่อไม่เติมเงินตามกำหนด หรือขาดทุนจนเกินเงินหลักประกันที่กำหนด

  1. การเก็งกำไร (Speculation)
    • การเก็งกำไรจากทิศทางราคา
      เทรดโดยคาดการณ์ทิศทางราคาสินค้าอ้างอิง
      • เปิดสถานะ Long (ซื้อ) หากคาดว่าราคาจะขึ้น
      • เปิดสถานะ Short (ขาย) หากคาดว่าราคาจะลง
    • การเก็งกำไรจากส่วนต่างราคา (Spread Trading)
      เทรดเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาระหว่าง Futures สองสัญญา
      • Calendar Spread Trade: เก็งกำไรจากส่วนต่างราคาสัญญาเดือนใกล้และไกล
        • คาดว่าส่วนต่างจะมากขึ้น Long Spread = Long เดือนไกล Short เดือนใกล้
        • คาดว่าส่วนต่างจะน้อยลง Short Spread = Short เดือนไกล Long เดือนใกล้
      • Inter-Commodity Spread: เก็งกำไรจากส่วนต่างราคาจากการ Long (ซื้อ) สินค้าอ้างอิงหนึ่ง และ Short (ขาย) สินค้าอ้างอิงอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวของราคา หรืออยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่มีส่วนต่างราคาที่สูงเกินไป หรือ ต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ในอดีต
  2. การป้องกันความเสี่ยง (Hedging)
    ใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าอ้างอิง เช่น ผู้ประกอบการที่ถือเงิน USD อาจเปิดสถานะ Long USD Futures เพื่อชดเชยผลกระทบจากเงินบาทอ่อนค่า
  3. การเพิ่มอำนาจการซื้อขาย (Leverage)
    การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ใช้เงินวางหลักประกันเพียง 5-20% ของมูลค่าสัญญา แต่ผลตอบแทนคำนวณจากมูลค่าสัญญาทั้งหมด
    • ตัวอย่าง:
      ลงทุนหุ้น AOT 1,000 หุ้นโดยตรง ที่ราคาหุ้นละ 60 บาท ใช้เงิน 60,000 บาท หากราคาหุ้นขยับขึ้นเป็น 65 บาท กำไร 5,000 บาท (ผลตอบแทน 8.33%)
      ลงทุนผ่าน Single Stock Futures ใช้เงิน 4,760 บาท กำไร 5,000 บาท (ผลตอบแทน 105.04%)
    • แต่ความเสี่ยงก็สูง หากราคาเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจกลไกตลาดและยอมรับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากผลตอบแทนและขาดทุนอาจเกิดขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นมาก